ก็แค่อยากจะเขียน

เรื่องราวธรรมดาๆ กับคนธรรมดาๆ

Untitled (2)

(2)

ผมจำไม่ได้แล้วล่ะว่าเห็นใบหน้าค่อนข้างกลม หูกางๆ น่ารักน่าชังในระดับหนึ่งตั้งแต่เมื่อไร บางทีผมอาจจะเจอเธอครั้งแรกที่งานรับน้องที่เกษตร แต่วันนั้นสาวๆ สวยๆ หน้าตาจิ้มลิ้มเต็มไปหมด ผมก็เลยไม่แน่ใจ หรือผมจะเจอเธอครั้งแรกที่ห้องเชียร์นะ..เป็นไปได้ แต่ด้วยความที่คณะที่ผมเรียนขาดแคลนทรัพยากรผู้ชายอย่างหนัก พอๆกับประเทศเอธิโอเปียขาดแคลนอาหาร ฉันใดฉันนั้น ผมจึงต้องขอถอนตัวจากห้องเชียร์ชั่วคราวเพื่อไปเล่นกีฬาแทน (แหม่..ดูแมนมาก) เพราะฉะนั้น จึงจำไม่ได้แล้วหล่ะว่าเรามีประสบการณ์ร่วมกันในห้องสี่เหลี่มแคบๆ แห่งนั้นหรือเปล่า

ห้องสี่เหลี่ยมแห่งนั้นอาจจะไม่ได้เป็นที่ประทับความทรงจำระหว่างสองเรา เมื่อลองรื้อค้นลิ้นชักแห่งความทรงจำดู ผมพอจะจำได้รางๆ ว่าเราน่าจะเจอกันครั้งแรกในห้อง ก.อศ. หรือ ห้องกอส สถานที่แห่งความบันเทิงของเหล่านิสิต มันเป็นทั้งห้องทำงานของคณะกรรมการ ห้องเก็บของที่ยัดแม่งทุกอย่าง ห้องประชุม ห้องนอนหลังจากทานอาหารมื้อเที่ยง ห้องอ่านหนังสือของเด็กเนิร์ด เป็นโรงทานเลี้ยงสัตว์ (หนู และ แมลงสาบ) และในซอกหลืบหนึ่ง เมื่อผลักประตูเข้าไป จะพบกับสวรรค์น้อยๆ ของเหล่าชายโฉด ห้องขนาดสี่เหลี่ยมจัตุรัสเล็กๆ เต็มไปด้วยของระเกะระกะ เมื่อมองจากประตูทางเข้า ด้านซ้ายมือจะพบกับเครื่องเสียงเก่าๆ ลำโพงรุ่นดึกดำบรรพ์ของฝ่ายแสงเสียงและสถานที่ ด้านขวามือมีคีย์บอร์ด, แอมป์เบส, แอมป์กีตาร์ และกีตาร์ไฟฟ้าเก่าๆ ตั้งอยู่ ด้านในสุดมีราวเหล็กแขวนดวงไฟสำหรับงานกิจกรรมต่างๆ รวมถึงกองสายไฟวางสุมๆ กันไว้ ด้านซ้ายมือมีกลองชุดเก่าคร่ำคร่า ขวามือมีตู้เหล็กอเนกประสงค์เก็บสากกระเบือยันเรือรบ ผมบรรยายมามากไปแล้ว เอาเป็นว่ามันเป็นห้องแห่งความสุข สำหรับผมมันคือที่ที่ดีที่สุด มันเป็นที่นอน ที่พักผ่อนเวลาไม่อยากรับการศึกษา ที่กิน ที่สังสรรค์ ที่ซ้อมดนตรี และเป็นที่เริ่มต้นความสัมพันธ์ระหว่างสองเรา.. ใช่แล้ว เธอนั่งอยู่ตรงนั้น! นั่งคู่กับเบสตัวเก่าในห้องดนตรี..

ผมยังจำภาพเธอในวันนั้นได้ติดตา เด็กหญิงตัวเล็กๆ น่าตาน่ารัก ไว้ผมยาวปรกต้นคอ เสมือนเป็นนัยว่าได้หลุดพ้นจากการเป็นนักเรียนผมบ็อบอย่างเต็มตัว ใบหน้าสวยใสไร้สิ่งเติมแต่ง กำลังนั่งซ้อมเบสอยู่อย่างเอาเป็นเอาตาย ผมลองเข้าไปทักเธอดู เธอยิ้ม/เธอยอมคุยด้วย/เรานั่งคุยกัน คุยกันถูกคอ และนั่นก็คือจุดเริ่มต้นระหว่างเรื่องราวของสองเรา..

อาจจะเป็นเพราะรูปลักษณ์ของเธอ บวกนิสัยที่ค่อนข้างห้าว ไม่เรื่องมากเหมือนหญิงสาวทั่วไป ทำให้เราสนิทกันไวขึ้น ผมกับเธอเป็นโรคจิตชนิดหนึ่ง ผมตั้งชื่อให้มันว่า “โรคไม่มืดไม่กลับ” เมื่อกลับบ้านในยามที่ตะวันยังส่องแสง สายตาเราจะพร่ามัว หาทางกลับบ้านไม่ถูก เราสองคน (รวมทั้งเพื่อนอีกสองสามคน) มักจะอยู่สุมหัวทำกิจกรรมจนเย็นย่ำ ถ้าไม่มีกิจกรรมก็นั่งแช่ นั่งเล่นไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเย็น-เย็นเสร็จก็ไปหาอะไรกิน กินเสร็จถึงจะแยกย้ายกลับบ้านทางใครทางมัน ผมกับเธอไม่ได้กลับทางเดียวกันหรอก ผมนั่งรถไฟฟ้าไปลงแถวอนุสาวรีย์ เธอนั่งรถเมล์กลับบ้านแถววรจักร เราต่างคนต่างไป-ต่างคนต่างกลับ เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ แต่ก็สนิทสนมกันดี จนกระทั่งวันหนึ่ง เราได้เดินกลับบ้านพร้อมกันสองคน วันนี้-ไม่เหมือนวันอื่น เธอหิว ผมก็รู้สึกหิว เรามองหน้ากัน ผมรวบรวมความกล้า กลั้นใจถามเธอไปว่า

“ถ้าไม่รีบกลับบ้าน ไปหาอะไรทานกันไหม…”

กันยายน 15, 2008 - Posted by | Uncategorized

ยังไม่มีความเห็น

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: